ลองถามคำถามที่ง่ายที่สุด: ถือหุ้นบริษัทหนึ่งไปเรื่อย ๆ โดยไม่ขายเลย เราได้เงินสดอะไรกลับมาบ้าง?
คำตอบในความหมายเคร่งครัดที่สุดมีอย่างเดียวครับ — เงินปันผล
นี่คือจุดตั้งต้นของ Dividend Discount Model (DDM): มูลค่าหุ้น = มูลค่าปัจจุบันของปันผลทั้งหมดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคต หลายคนมองว่าโมเดลนี้โบราณ แต่ intuition ของ DCF ทุกแบบที่เราใช้กันทุกวันนี้ งอกมาจากรากเดียวกันนี้ทั้งหมด และกับหุ้นบางประเภท มันยังเป็นเครื่องมือที่ตรงที่สุด
ก่อนไปต่อ ต้องรู้ว่า "เงินสดของผู้ถือหุ้น" ในทางทฤษฎีมี 3 ระดับ: (1) ปันผลที่จ่ายจริง (2) ปันผล + เงินซื้อหุ้นคืน (Augmented Dividends) และ (3) เงินสดที่มีศักยภาพจ่ายได้หลังหักการลงทุนทั้งหมด (FCFE) — บริษัทส่วนใหญ่สามตัวนี้ไม่เท่ากัน และจุดอ่อนใหญ่ของ DDM คือปันผลถูกกำหนดโดยผู้บริหาร ซึ่งอาจจ่ายน้อยกว่าหรือมากกว่ากำลังจริงก็ได้
ปันผลถึงอนันต์ประมาณการไม่ได้ แต่ถ้าบริษัทเข้าสู่ภาวะ โตคงที่ (Steady State) แล้ว อนุกรมอนันต์ทั้งเส้นจะยุบเหลือสูตรบรรทัดเดียว:
สูตรสั้นแต่มีวินัยกำกับเข้มมาก ใช้ได้เฉพาะบริษัทที่เข้าเกณฑ์เหล่านี้:
ห้ามใช้กับ: บริษัทขาดทุน, บริษัทโตแรง, บริษัทกำลังเปลี่ยน business model, ปันผลไม่สม่ำเสมอ — ยัดโมเดลผิดตัวแล้วโทษโมเดล คือความผิดพลาดที่ Damodaran แซะไว้ตรง ๆ ในตำรา
บริษัทจะโตได้ ต้องเก็บกำไรบางส่วนไว้ลงทุนต่อ ความสัมพันธ์นี้ล็อคกันด้วยสมการเดียว:
แปลว่าเราจะสมมติพร้อมกันว่า "ปันผลสูงมาก + โตสูงมาก + ROE ต่ำ + คงอยู่ตลอดไป" ไม่ได้ — มันขัดกันเองทางคณิตศาสตร์ ใครเสนอหุ้นแบบนี้ให้เรา แปลว่ามีตัวเลขอย่างน้อยหนึ่งตัวที่โกหก
และอีกกฎ: g ระยะยาวต้องไม่เกินอัตราโตของเศรษฐกิจ (ใช้ risk-free rate เป็นตัว proxy ได้) เพราะไม่มีบริษัทไหนโตแซงเศรษฐกิจได้ตลอดกาล — เดี๋ยวกฎข้อนี้จะกัด SCB จริง ๆ ให้ดูในหัวข้อ 06
นี่คือขั้นที่คนข้ามบ่อยที่สุด — เอาสูตรไปจิ้มเลย ทั้งที่ต้องถามก่อนว่าหุ้นตัวนี้ "มีสิทธิ์" ใช้โมเดลนี้หรือเปล่า ลองไล่ SCB (SCBX) ทีละข้อ:
SCB ผ่านเกณฑ์ในระดับที่เหมาะใช้ Gordon Growth เป็น Valuation Anchor ได้ดี — แต่เพราะ SCBX เป็น Holding Company ที่มีธุรกิจการเงินหลายขา จึงควรตรวจสอบไขว้กับ Excess Return Model และ P/BV เทียบ Sustainable ROE เสมอ (ส่วนหุ้นแบบ NVIDIA, RKLB ห้ามเอาโมเดลนี้ไปจับเด็ดขาด คนละสายพันธุ์กัน)
| ตัวแปร | ค่า | ที่มา |
|---|---|---|
| ปันผลต่อหุ้นล่าสุด (D0) | 11.28 บาท | ปันผลจากผลงานปี 2568 |
| กำไรต่อหุ้น (EPS) | ≈ 14.10 บาท | กำไรสุทธิปี 2568 ÷ จำนวนหุ้น |
| Payout Ratio | 80% | อัตราจ่ายจริงช่วงปี 2023–2025 |
| ROE | 9.7% | ROE ปี 2568 ใช้เป็น Proxy สำหรับ Stable State |
| Cost of Equity (Base) | 9.5% | สมมติฐานกรณีฐาน* |
| ราคาตลาด | ~153.5 บาท | ราคาซื้อขายล่าสุด |
SCB จ่ายออกมา 80 เก็บไว้ลงทุนต่อ 20 จากกำไรทุก 100 บาท
เก็บกำไรน้อย + ROE ต่ำ = โตช้า นี่คือราคาของการจ่ายปันผลหนัก — trade-off ตรงไปตรงมา ไม่มีเวทมนตร์
สูตรต้องการปันผล "งวดหน้า" เสมอ ไม่ใช่งวดที่ผ่านมา
เทียบราคาตลาด ~153.5 บาท — แทบทับกันพอดี จำจุดนี้ไว้ เดี๋ยวมาตีความว่ามันแปลว่าอะไรกันแน่
Damodaran เขียนไว้ชัด: stable growth ต้องไม่เกินอัตราโตเศรษฐกิจ โดยใช้ risk-free rate เป็น proxy — Bond Yield 10 ปีของไทยช่วงล่าสุดอยู่ใกล้ 2.0% ขณะที่ g จาก Fundamentals ของเราคือ 1.94% จึงอยู่ใกล้ Risk-free Proxy ดังกล่าว
เพื่อทดสอบความเปราะบางของโมเดล เราลด g เหลือ 1.5% แล้วดูว่ามูลค่าเปลี่ยนไปเท่าไร:
ย้ำว่านี่ไม่ใช่การบอกว่า g ที่ถูกต้องต้องเป็น 1.5% — แต่เป็น Stress Case ให้เห็นว่าเพียงขยับสมมติฐานเล็กน้อย Fair Value ก็ลดจาก ~152 เหลือ ~143 บาท (−6%) ได้ทันที นี่คือเหตุผลที่โมเดลนี้เป็น "เครื่องตั้งคำถาม" ไม่ใช่เครื่องพ่นราคาเป้า: คำถามที่แท้จริงคือ risk-free ไทยที่ต่ำผิดปกติ ควรเป็นตัวแทนการโตของเศรษฐกิจไทยจริงไหม หรือควรใช้ nominal GDP growth — นักวิเคราะห์สองคนตอบต่างกันได้ และทั้งคู่ต้องแสดงเหตุผล
จุดอ่อนใหญ่ที่สุดของ Gordon Growth คือความไวต่อส่วนต่าง (ke − g) ดูตาราง:
| Intrinsic Value (บาท) | ke = 9.0% | ke = 9.5% | ke = 10.0% |
|---|---|---|---|
| g = 1.94% (จาก ROE×Retention) | 163 | 152 | 143 |
| g = 1.50% (Conservative Stress Case) | 153 | 143 | 135 |
เมื่อมูลค่าที่คำนวณใกล้ราคาตลาดขนาดนี้ คำถามที่ฉลาดกว่า "ถูกหรือแพง" คือ "ราคานี้สะท้อนสมมติฐานอะไร" — จัดรูปสูตรใหม่:
ภายใต้ Gordon Growth และสมมติฐานที่กำหนด ราคาราว 153.50 บาทสะท้อน Implied Required Return ประมาณ 9.43% — ประกอบด้วย Forward Dividend Yield ~7.49% และ Long-term Growth ~1.94% (นี่คือผลตอบแทนที่ "ราคานี้กำลังสมมติไว้" ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันว่าจะได้จริง)
ใครตามซีรีส์ PVGO ของเพจมาก่อน ลองคำนวณตัวเลขรองรับกันเลย — มูลค่าแบบไม่โต (No-growth Value) = EPS ÷ ke = 14.10 ÷ 9.5% ≈ 148.4 บาท ดังนั้น PVGO = 153.5 − 148.4 ≈ 5.1 บาท คิดเป็นเพียง ~3.3% ของราคา
แปลว่าภายใต้สมมติฐานนี้ PVGO ของ SCB ≈ 3% หรือใกล้ศูนย์ — ราคาหุ้นเกือบทั้งหมดถูกอธิบายด้วยกำไรปัจจุบัน มากกว่าความคาดหวังต่อโอกาสเติบโตใหม่ ตรงข้ามสุดขั้วกับ NVIDIA ที่กรณีศึกษาก่อนหน้าของเพจคำนวณ PVGO ได้ราว ~68% ของราคา — คนละเกม คนละความเสี่ยง คนละเหตุผลในการถือ
SCB ปันผลประมาณ 7% ไม่ได้แปลว่าหุ้นถูกโดยอัตโนมัติ — ภายใต้ Gordon Growth หาก SCB รักษา Payout ราว 80% และ ROE ราว 9.7% ได้ Base Fair Value Range อยู่ราว 143–163 บาท โดยกรณีฐานที่ Cost of Equity 9.5% อยู่ราว 152 บาท ส่วนกรณีอนุรักษนิยมที่ลด Growth เหลือ 1.5% และเพิ่ม Cost of Equity เป็น 10% พร้อมกัน มูลค่าอาจลดลงเหลือประมาณ 135 บาท (Stress Downside) เทียบราคาตลาด ~153.5 บาท — ราคาปัจจุบันจึงสอดคล้องกับสมมติฐานกรณีฐาน และยังไม่เห็น Margin of Safety ชัดเจน แต่ข้อสรุปนี้ไม่ใช่คำตอบตายตัว เพราะมูลค่าจะเปลี่ยนทันทีหาก Payout, ROE, Growth หรือ Cost of Equity เปลี่ยน
Dividend Yield เป็นแค่จุดเริ่มต้น — Intrinsic Value คือการเชื่อมปันผลเข้ากับ ROE, Retention, Growth และ Cost of Equity เสมอ นั่นแหละคือสิ่งที่โมเดลอายุ 60 ปีตัวนี้สอนเรา
| สูตร | ใช้ทำอะไร |
|---|---|
| g = Retention × ROE | หา Growth ที่ยั่งยืนจริงจากงบ ไม่ใช่จากความหวัง |
| D1 = D0 × (1+g) | แปลงปันผลย้อนหลังเป็นปันผลปีหน้าก่อนเข้าสูตรเสมอ |
| Value = D1 ÷ (ke − g) | Gordon Growth — มูลค่าหุ้นภาวะโตคงที่ |
| Implied ke = (D1 ÷ Price) + g | กลับสมการ: ราคานี้สะท้อนผลตอบแทนที่ต้องการเท่าไร |
| No-growth Value = EPS ÷ ke | มูลค่าแบบไม่โต ภายใต้สมมติฐานว่ากำไรทั้งหมดจ่ายออกได้ — ใช้แยก PVGO ออกจากราคา |